อุทาหรณ์ แชร์ประสบการณ์เฉียดตาย เมื่อดูดไขมันแล้วหายใจไม่ออกแถมขายังเบี้ยว !

973

อุทาหรณ์ แชร์ประสบการณ์เฉียดตาย เมื่อดูดไขมันแล้วหายใจไม่ออกแถมขายังเบี้ยว !!!

1-00

ต้องบอกไว้ก่อนนะคะว่าการศัลยกรรมมีทั้งบวกและลบ ซึ่งคราวนี้ thailandbestbeauty ก็ได้นำเอาประสบการณ์ของสาวคนหนึ่งที่จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับสาวๆอีกหลายคนที่คิดอยากหุ่นดีทางลัด โดยการดูดไขมันนั่นเองค่ะ เพื่อเป็นข้อมูลการก่อนจะตัดสินใจก่อนคิดจะศัลยกรรมค่ะ

เริ่ม!

เราเป็นคนที่ช่วงบนเล็ก ช่วงล่างใหญ่ค่ะ เกิดมาก็มีไขมันติดขามาเลยตั้งแต่เด็ก โดนล้อตลอดว่าเป็นนักเลงคุมซอย ขาโต๊ะนุ๊ก มันอายนะคะแต่เราก็ต้องเชิดไว้ค่ะ พอเริ่มแตกเนื้อสาวก็เริ่มอยาก นุ่งสั้นกะเค้าบ้าง เพื่อนๆมีแค่คนขาเรียวสวย เราก็ต้องใส่ขายาวปิดไว้ สู้ไม่ไหวจริงๆ

พอเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน หาเงินเองได้ก็สารพัดจะกินที่ทำงานพาไปเลี้ยงบ้าง อ่าวทีนี้ น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาอีก ก็ไปออกขาหมด (เราสูง 160  ตอนเรียน มหาลัยหนักไม่เกิน 49 แต่ตอนทำงาน หนักประมาณ 54-57) เลยคิดว่าไม่ไหวละ ฉันต้องทำไรซักอย่างละ เลยไปซื้ออาหารเสริมยี่ห้อนึงมา ที่บอกว่าดักจับไขมัน ก็ลดนะคะ จาก 58 เหลือ 54 แลดูผอมเพรียว แต่มันก็ไม่นิพพานค่ะ ไม่สามารถซื้อทานได้ทุกเดือนเพราะราคาค่อนข้างสูง น้ำหนักก็ค่อยๆเพิ่มมาทีละนิด ไม่โยโย่ เพราะเราก็มีการออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอเหมือนกัน

ปัจจุบัน น้ำหนักเราอยู่ที่ 57 ช่วงนี้มีทานอาหาร Low Fat , เข้า GYM, ชกมวย แต่ขาใหญ่ก็คือขาใหญ่ค่ะ ไขมันไม่ได้หายไปไหน ประกอบกับเห็น โฆษณาจากคลินิคต่างๆ บน Facebook เกี่ยวกับการดูดไขมันเยอะเหลือเกิน คนอ่อนไหวเรื่องขาอย่างเราจะพลาดหรอคะ พุ่งตัวไปสอบถามกับคลีนิคแถวสยาม เฉพาะต้นขาอย่างเดียวราคาร่วมแสน อิแม่จะเป็นลมมีส่วนลดหักไป 20,000 ก็ยังเยอะอยู่ดี แต่ก็คำนวณในใจ โอเคทำปีหน้ารอโบนัสออกก็พอไหว เลยตัดสินใจจ่ายเงินมัดจำไปก่อน

จุดเปลี่ยน

เราเป็นคนเล่น IG ค่ะ วันนึงเล่นไปเล่นมาเจอคลินิกนึงมีโปรดูดไขมันเยอะแยะมาก และราคาที่เราเอื้อมถึง ก็แอบเข้าไปส่องๆ เห็นพวก พริตตี้มารีวิวกันเยอะ แต่ก็ยังไม่ชัวร์ เอาชื่อคลินิกมา Search ใน google ไม่มีเลยซักกะรีวิว ก็ยังอุส่าคิดว่าอาจะเป็นคลินิกเปิดใหม่ก็ได้หน่า  ก็เลย add line ไปสอบถาม ทาง พนง ก็บอกเป็นคุณหมอจากศิริราช  เราเลยขอชื่อคุณหมอ กับเลขที่ใบอนุญาตเปิดคลินิกมา เราก็เอาชื่อหมอไป search เออก็เจอแหะ แต่ไม่มีรูปก็แอบส่องอยู่หลายเพลา จนวันนึงเจอโปรดูดไขมัน แขน ขา น่อง ราคา 60,000 แถมบอกโปรวันนี้วันสุดท้าย มานั่งคำนวณดูแล้ว ทิ้งอันที่มัดจำไปก่อนหน้าก็ยังคุ้มอยู่นะ ก็เลยตัดสินใจมัดจำไป 5,000 บาท

หลังจากนั้นก็จัดแจงนัดกับคลินิค เพื่อนัดหมายวันเวลาที่จะทำ

วันนัด

เราลางาน 1 วันจะได้ตรงกับวันหยุดยาว จะได้มีเวลาพักหลายวันหน่อย เราก็เข้าไปคลินิกกับเพื่อน พอไปถึงเห็นสภาพคลินิกก็แบบว่า มันใช่หรอ นี่มันคลินิกจริงๆหรอ มันเป็นตึกแถวธรรมดาที่ค่อนข้างใหม่หน่อย แลดูเหมือนบ้านคนมากกว่าที่จะเป็นคลินิก

หมอยังไม่มาเราก็เลยคุยกับพนักงาน

พนง : ตอนนี้คุณหมอติดเคสที่โรงพยาบาลอยู่นะคะ อาจจะมาช้านิดนึง ยังไงลูกค้านั่งรอก่อนนะคะ พร้อมทั้งยื่นสัญญาก่อนการดูดไขมันให้เราอ่าน

เรา : ไม่ทราบว่าคุณหมอเคยทำที่ คลินิก XXX ด้วยหรอคะ เห็น พนง เคยบอกไว้

พนง : ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ออกมาเปิดของตัวเองแล้ว

เรา : แล้วทำไมถึงไม่มีเครื่องรูดบัตรละคะ

พนง : เรายังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลค่ะ เลยทำให้ไม่สามารถขอทำเครื่องรูดบัตรได้ (ประมาณว่าหลีกเลี่ยงภาษีงั้นเถอะ)

เรา : คลินิกเพิ่งเปิดหรอคะ ทำไมถึงแลดูเหมือนยังไม่เรียบร้อย

พนง : ใช่ค่ะ เพิ่งเปิดได้ไม่นาน แล้วก็บอกว่าตัวเองก็สมัครมาทางเน็ต แล้วก็ตรวจสอบข้อมูลแล้วถึงได้ตัดสินใจมาทำงานที่นี่ เพราะตัวเองก็กลัวเรื่องคลินิกเถื่อนเหมือนกัน

พูดกันได้อีกซักพักเราก็จ่ายเงินส่วนที่เหลือไป แล้วพนักงานก็เอายามาให้เรากินและวัดไข้ก่อน ซึ่งเค้าบอกว่ายาเหล่านี้เป็นยาคลายเครียดเราก็ทานไป รอซักพักก็ถูกเรียกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใส่ตอนดูดไขมันเป็นกางเกงในและเกาะอกแบบใช้แล้วทิ้ง สีดำสวนไว้และเป็นชุดคลุมอาบน้ำสีขาว

 

สภาพห้อง

ห้องปฏิบัติการจะอยู่บริเวณชั้น 2 ขึ้นบันไดไปสิ่งแรกที่เจอคือราวแขวนเสื้อผ้า พร้อมฝุ่นที่พื้น เดินผ่านราวแขวนไปเป็นห้อง

พักฟื้นมี 2 เตียงสภาพเหมือนผ่านการใช้งานมานับไม่ถ้วน พร้อมพัดลม 1 ตัว ห้องที่ทำการอยู่ด้านในสุด  เป็นห้องเล็กๆ มีเตียงตรงกลางห้อง และมีอุปกรณ์ต่างๆวางไว้รอบห้อง (Botox, เครื่องมือดูดไขมัน,อ่างล้าง ฯลฯ)

 

ถึงเวลาขึ้นเขียง

เอาหล่ะ หมอมาละ ก่อนขึ้นเตียงเราทำการถ่ายรูปร่างกายไว้ และทำการวัดไซส์โดยมีพนักงานมาถ่ายรูปและวัดสัดส่วนก่อนทำให้ และให้เราขึ้นไปนอนบนเตียง ใจเราก็คิดเอ๊ะ ทำไมไม่เหมือนของคนอื่นที่เคยอ่านมาเลยวะ ปกติหมอต้องมาขีดเขียนที่ร่างกายตรงส่วนที่ทำก่อนไม่ใช่หรอ แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่า เอาหน่าวิธีแต่ละที่อาจไม่เหมือนกันก็ได้นะ

เราก็ขึ้นไปนอนรอ ในใจก็สวดมนต์ภาวนา ลดความตื่นเต้นไป นี่เป็นครั้งแรกสำหรับการเจ็บตัวเพื่อความสวยของเรา ปกติเจ็บสุดคือกดสิว

ซักพักหมอมาละ ก็เอาเมจิกมาวาดๆ หลังจากนั้นก็ทำความสะอาดบริเวณที่จะทำการดูด …..และแล้วก็ถึงเวลา

“จะเริ่มทำการเปิดแผลแล้วนะคะ”

“ค่ะ”

หมอเริ่มเปิดแผลต้นขาช่วงบน ด้านนอกก่อน แค่นี้ก็เจ็บแล้วอะ T_T และก็เปิดแผล โคนขากับปลายขาด้านในอีก 2 จุด และก็เริ่มฉีดยาชา

OMG!! เข็มยาชายาวเท่าศอกเรา นางก็ค่อยๆยัดเข้าไป ความเจ็บค่อยๆแผ่ซ่านแตกกระจายตามความลึกของเข็มที่ค่อยๆแทงเข้าไป ฉีดเยอะมากเราจำไม่ได้ว่ากี่เข็ม เริ่มรู้สึกปากชา ลิ้นชาละ แต่ก็ท่องไว้ ทนทนทน ขาจะเล็กแล้ว  พอโดนฉีดยาชาจนหนำใจ ก็เริ่มขั้นตอนของการดูด

ซักพักหมอก็เอาท่อดูดที่มีลักษณะเป็นแท่งเหล็กสอดเข้าไปในปากแผลและค่อยๆทำการดูดไขมัน

โอ่ย! (เสียงเล็ดลอดออกมาเบาๆ) เจ็บอะหมอ  หมอก็เปลี่ยนแนวทแยงไปทำตรงอื่นไปพลางๆ  เราก็นอนเล่นโทรศัพท์ Update อาการกับเพื่อนที่อยู่ข้างล่างตลอด

ไคลแมกซ์

เนื่องจากขาข้างขวากินเวลายาวนานมาก ทำให้ยาชาขาด้านซ้ายเริ่มอ่อนแรงลง เราก็มีอาการเจ็บเพิ่มมากขึ้น หมอเลยบอกให้เด็กผู้ช่วยฉีดยาชาเพิ่ม เท่านั้นแหละ สมง สมองเราไปหมด

บอกเลยว่าเป็นอะไรที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตแล้ว เราเริ่มมีอาการหายใจไม่ออก มีสติรับรู้แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือทำอะไรได้ เราไม่รู้สึกแม้กระทั่งเวลาที่เค้าดูดไขมันให้เรา แค่รู้สึกเหมือนมีใครมาคว้านๆอะไรแถวๆขา ละ  ในใจเราตอนนั้นภาวนาถึงคุณพระคุณเจ้า ลูกยังไม่อยากตาย อย่าเพิ่งเอาลูกไปนะ T_T  จนกระทั่งเสร็จ เราก็ยังนอนพะงาบๆอยู่ จนเด็กผู้ช่วยมาพลิกตัวเราเพื่อทำความสะอาด เราถึงได้พอมีแรงลุกขึ้นมานั่ง สภาพเตียงตอนนั้นยับมาก มีแต่เลือดเต็มไปหมด

ช่วงที่เจ้าหน้าที่ย้ายเราจากห้องผ่าตัดไปยังยังบริเวณด้านล่างเพื่อไปใส่เสื้อผ้า เราก็ต้องประคองสติอันน้อยนิดเราเดินลงไปใส่เสื้อผ้า เสร็จแล้วเราเวียนหัวมากกลับบ้านไม่ได้ เลยต้องหอบร่างกายตัวเองไปยังห้องพักฟื้นด้านบนอีก

ดูเหมือนเรื่องราวจะจบแค่นี้นะ แต่ทว่าช้าก่อนท่าน นี่แค่การเริ่มต้นเท่านั้น ….

 

คืนแรกหลังจากดูดไขมัน

หลังจากที่เรารวบรวมสติทั้งหมดที่มี กัดฟันขับรถกลับบ้าน  ความฮึดของเรามีแค่อย่างเดียวคือ เกรงใจเพื่อนที่มาคอย  ระหว่างทางก็พยายามดึงสติตลอดจนกระทั่งกลับถึงบ้าน ….

พอถึงห้องนอนเท่านั้นแหล่ะ เราเป็นลมไปก่อน 1 รอบ พอตื่นขึ้นมาก็ งง ว่า นี่ที่ไหน เราทำไรอยู่ ความรู้สึกค่อยๆกลับเข้ามาทีละน้อย  ตอนนั้นเป็นอะไรที่รู้สึกแย่มาก อยากอาเจียน เวียนหัว เจ็บ  พอตั้งท่าจะยืนเพื่อไปนอน เป็นลมไปอีกรอบ …เลยตัดสินใจนอนมันบนพื้นนั่นแหล่ะ

หลังจากหลับไปได้สักพัก เริ่มเหนียวตัว ความตั้งใจแรกที่จะล้างแผลตอนเช้า เปลี่ยนเป็นล้างตอนนี้แหล่ะ พอแกะผ้าก๊อซ ออกมาได้เท่านั้นแหล่ะ เลือดไหลออกมาเหมือนเขื่อนแตก  และสิ่งที่เราตกใจยิ่งกว่าคือสภาพขาเรา …..

ขาเราเป็นหลุมตรงกลาง เหมือนเค้าดูดคว้านให้เราแค่ตรงกลาง เป็นปล้องๆ น่าเกลียดมากกกก  เราถ่ายรูปและส่งไปให้ที่คลินิกดู เราบอกขอนัดเจอหมอเร็วกว่า 14 วันได้ไหมเรากลัวมันช้าเกินไปสำหรับการแก้ไข แต่ พนง บอกว่าคลินิกหยุดค่ะ

1

วันที่ 1

ตื่นเช้ามาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ลุกก็ไม่ไหว อารมณ์เหมือนโดนรถทับ (เปรียบเทียบ) ก็ต้องเขยกตัวเองไปทำแผลในห้องน้ำ  นี่ก็นึกว่าเลือดจะไหลน้อยลงแล้ว แต่ไม่เลย ไหลเป็นเขื่อนแตกเหมือนเดิม T_T  ต้องเอาผ้าอนามัยปิดไว้แล้วใช้ผ้าพัน และใส่กางเกงรัดอีกที ทรมานเกินจะกล่าว วันทั้งวันเราไม่ทำอะไรเลย นอนอย่างเดียว จะลุกจะนั่งก็หน้ามืด  เพื่อนก็คอยโทรมาถามอาการตลอด

2

วันที่ 2

สภาพก็ไม่ต่างจากวันแรก นอนพะงาบๆอยู่ในห้อง ความเจ็บและเลือดก็ยังไม่มีลดลง

3

4

นัดรอบ 2

จริงๆ ตลอดเวลาการรักษาตัวที่ผ่านมา เราก็คิดมาตลอดมา เราจะดูดแขนไหม หรือปล่อยแพคเกจทิ้งไปเลย เพราะเราค่อนข้างกลัวกับวิธีการทำของเค้า และกลายเป็นคนกลัวเข็มไปเลย แต่ …..

26 สค  ตัดสินใจเข้าไปที่คลินิกอีกรอบ เพื่อทำการดูดแขน ตามแพคเกจที่เหลือ  เวลาที่นัดไว้คือ 18.00 เราไปถึงตามเวลา รอจนกระทั่ง 1 ทุ่ม

พนง : “พอดีคุณหมอ พ. จะเข้ามาช้าค่ะ เข้ามาอีกทีประมาณ 22.00 ลูกค้าสะดวกรอไหมคะ  หรือถ้าไม่สะดวกจะทำกับคุณหมอท่านอื่นก็ได้นะคะ ชื่อคุณหมอ ม. ทำดีเหมือนกัน”

เรา : ไม่พอใจ “อ่าวก็นัดไว้แล้วนิคะ ทำไมถึงจะต้องให้รออะ”

พนง :  “หมอติดเคสอยู่ รพ. เลยยังมาไม่ได้จริงๆ สะดวกทำกับหมอ ม. ไหมคะ”

เรา : ทำก็ทำ

ขั้นตอนการทำก็เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ เราโวยวายนิดหน่อย บอกครั้งที่แล้วหายใจไม่ออกเกือบตาย เนื่องจากฉีดยาชาเยอะไป คราวนี้เค้าเลยเอาที่วัดชีพจรมาใส่นิ้วเราและค่อยๆทำ และเราก็บอกเพิ่มเติมว่า แพคเกจเรามีน่องด้วย แต่เราขอไม่ทำแล้วนะ เราเจ็บ และคราวที่แล้วหมอ พ.บอกว่าจะเก็บตรงต้นขาที่เป็นปล้องๆให้ อย่าลืมทำให้ด้วยนะ

หมอ ม. : “ถ้าดูดตรงต้นขามันอันตรายค่ะ เนื่องจากมันใกล้อวัยวะเพศ ลูกค้าจะทำไหมคะ”

เรา : “อ่าว ก็ คุณเป็นหมอ คุณบอกว่ามันอันตราย แล้วมาบอกไห้เราทำ ไมอะ”

หมอ ม. :  จริงๆ ขาลูกค้าก็ปกตินะ

เรา :  “มันไม่ปกติค่ะ เป็นปล้องขนาดนี้ ดูยังไงถึงว่าปกติคะ”

หมอ ม. :  “…….” “ค่ะ เดี๋ยวหมอ ฉีดเป็นเมโสแฟตให้ แก้ตรงที่มันเป็นปล้องๆ”

จากนั้นนางก็อธิบาย สรรพคุณของเมโสแฟต และจัดการฉีดให้เรา

หมอ ม. :  ลูกค้าไม่ทำน่องแล้ว งั้นเดี๋ยวหมอเพิ่มจำนวนเข็มการฉีดเมโสแฟตให้เนอะ ฉีดซัก 5 ครั้งน่าจะโอเคแล้ว

หลังจากเสร็จ ภารกิจ ก็แยกย้าย

 

เหตุการณ์หลังจากกลับจากไปดูดครั้งที่ 2

แขนปกติ ไม่ค่อยเป็นอะไรเท่าไหร่ (อาจเป็นเพราะเราโวยวายด้วย) แต่ที่หนักก็คือ ตรงที่ฉีดเมโส แฟต คือมันบวม แดง แดงทันที่หลังจากฉีดเสร็จ และเจ็บทุกครั้งที่สัมผัสโดน ซึ่งเราก็คิดว่าอาจเป็นเพราะ effect ของการฉีด เมโสก็ได้ เราเคยอ่านเจอว่ามันจะบวมอยู่ 3 -5 วันและจะยุบไปเอง

5

วันที่ 7 ของการฉีดเมโส

ไม่หาย เราเลยตัดสินใจไป โรงพยาบาล หมอบอกว่ามันอักเสบนะ ก็ซักถามอาการกันซักพักว่าไปทำไรมา และขอดูยาฆ่าเชื้อที่คลินิกให้มา หมอบอกว่า ยาคุณภาพต่ำมาก  เดี๋ยวหมอจ่ายยาแก้อักเสบไปให้กิน 3 วันและกลับมาดูอาการใหม่นะ

3 วันต่อมา

เรากลับมา โรงพยาบาลตามนัด พอหมอตรวจแผลให้เรา จึงได้รู้ว่ามันอักเสบ และมีหนองอยู่ด้านใน ต้องทำการผ่าหนองออก  (น้ำตาจะไหล T_T)  หมอจึงทำการผ่า และยัดผ้าก๊อซไว้ข้างในเพื่อเป็นการซับหนอง และต้องมาล้างแผลที่ ER ทุกวัน

6

สรุป

– มาทราบทีหลังว่าคลินิกนี้ไม่ได้มาตรฐาน หมอที่ทำให้ก็หมอปลอม  และโดนบุกจับไปวันก่อน (ตูว่าแล้วมะ)  ส่วนเราก็เก็บเงินเพื่อไปแก้ รัวๆ

– หลังจากถูกจับไปก็กลับมาเปิดอีก โดยรับเคสรีวิว เยอะแยะมากมาย เพลีย – -”

– ได้ติดต่อทางคลินิกขอความรับผิดชอบ แต่คลินิกไม่คุยกะเรา และบอก (กับคนอื่น) ว่าเคสเราไม่หนัก (ละยังไงถึงหนัก?)

– พีคสุดคือติดต่อไปหาทนายบอกขาเราเป็นหลุมและแขนเราขรุขระยังกะพระจันทร์เลย เราอยากได้เงินคืนจากคลินิคเพื่อนำไปรักษาที่ใหม่ ทนายถามว่าคุณเคยไปดวงจันทร์หรอ ถึงรู้ว่ามันเป็นไง (บ้านตรูก็มีโทรทัศน์ไหมวะ ยิ้ม)

สุดท้ายของสุดท้าย “ศัลยกรรม อย่าเห็นแก่ของถูก”

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : แชร์ประสบการณ์เฉียดตาย เมื่อดูดไขมันแล้วหายใจไม่ออกแถมขายังเบี้ยว !!!

เรียบเรียงโดย Thailandbestbeauty