อาหารเช้ายอดฮิต เมนูไหน? ดีต่อสุขภาพมากน้อยอย่างไร?

0
485

อาหารเช้ายอดฮิต เมนูไหน? ดีต่อสุขภาพมากน้อยอย่างไร?

อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอหารไว้ใช้ระหว่างวัน แล้วอาหารเช้ายอดฮิตที่คุ้นเคยกันในวันเร่งรีบ แถมหาซื้อได้ง่ายก็มีเมนู ต้มเลือดหมู น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ โจ๊กหมู ข้าวเหนียว หมูปิ้ง  ขนมปัง ไข่ดาว และขนมครก นั้นจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากน้อยอย่างไรไปดูกันเลยจ้า

ต้มเลือดหมู

ในเลือดหมูมีธาตุเหล็ก มีคอลลาเจน และผักใบเขียว เช่น ใบตำลึง ก็มีวิตามินซี ซึ่งธาตุเหล็กต้องคู่กับวิตามินซี ถึงจะดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ดี แต่ต้องระวังหากใส่กระเทียมเจียวเยอะๆ ใส่หมูติดมัน หรือบางเจ้าใส่หมูสามชั้น หรือหมูกรอบเข้าไป แล้วปรุงให้รสจัดเกินไป หรือหวานไป ก็จะกลายเป็นอาหารไม่สุขภาพไปได้นะคะ

สำหรับกลุ่มคนที่ควรระวังคือ กลุ่มคนที่เป็นเก๊าท์ เพราะน้ำซุปต้มเลือดหมูทำจากน้ำต้มกระดูก ซึ่งมีกรดยูริค (Uric Acid) เยอะ ส่วนเครื่องในก็มีกรดยูริคสูงเหมือนกัน และกลุ่มคนที่เป็นธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เพราะคนที่เป็นธาลัสซีเมีย ไม่ควรกินธาตุเหล็กเยอะ แต่ต้มเลือดหมู มีทั้งเลือดหมู, เครื่องใน, ใบตำลึง เหล่านี้มีธาตุเหล็กทั้งนั้นเลยจ้า

ขนมปัง + ไข่ดาว

เป็นอาหารเช้าที่เหมาะสำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน และน้องๆ วัยเรียน แต่ต้องเป็นขนมปังโฮลวีท (whole wheat) เพราะขนมปังโฮลวีท เป็นแป้งที่มีคุณภาพ คือ แป้งมีกาก มีธัญพืชทั้งหลาย รับประทานคู่กับไข่ ซึ่งมีโปรตีน ช่วยกระตุ้นให้รู้สึกกระฉับกระเฉง และกระตุ้นสมองด้วย แต่ต้องเป็นไข่ดาวน้ำ ไข่ต้ม หรือไข่ลวก (ที่ไร้น้ำมัน) เพราะถ้าเป็นไข่ทอดอาจจะมีปัญหาเรื่องของน้ำมันได้นะคะ

สำหรับเมนูนี้อาจจะทำเป็นแซนวิช (sandwich) ไข่ เพิ่มผักเข้าไปด้วย ก็ยิ่งทำให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น และถ้าโรยพริกไทยด้วยจะยิ่งดี เพราะพริกไทยช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ และลดไขมันได้ด้วยค่ะ

ขนมครก + ชาหรือกาแฟ

ขนมครก ทำจากแป้ง กะทิ และน้ำตาล ซึ่งมีข้อดีตรงที่มีกะทิ เพราะกะทิเป็นไขมันดี เป็นกลุ่มของไขมัน มีเดียม-เชน ไตรกลีเซอไรด์ (Medium-chain triglycerides) เป็นไขมันที่ร่างกายขับออกได้ ก็เลยไม่ค่อยถูกเก็บสะสมในร่างกาย และในมะพร้าวมีวิตามินอี ที่ช่วยบำรุงผิวด้วย แต่เรามักเข้าใจว่ากะทิก่อให้เกิดอันตราย

สำหรับหน้าขนมครกนอกจากกะทิแล้วก็จะโรยด้วยเผือก ต้นหอม ข้าวโพด ซึ่งมีวิตามินเอ แล้ววิตามินเอก็จะต้องอาศัยไขมันจากกะทิในการดูดซึม ดังนั้นจึงเข้ากันพอดีค่า

เมื่อรับประทานขนมครกกับชาหรือกาแฟ ก็ถือว่าเข้ากัน เพราะชากาแฟมีคาเฟอีน (Caffeine) เมื่อมีขนมครกเข้าไปรองท้องก่อนก็จะทำให้ร่างกายดูดซึมคาเฟอีนได้น้อยลง แต่ก็ต้องระวังเรื่องน้ำตาลด้วยนะคะ เพราะขนมครกบางร้านอาจใส่น้ำตาลเยอะ จนมีรสหวานเกินไปได้ค่า

โจ๊กหมู

โจ๊กที่ทำจาก ปลายข้าวแท้ๆ แล้วผสมจมูกข้าวลงไปด้วยนั้นจะทำให้เราได้วิตามินอี (Vitamin E) และ แกมมา ออริซานอล (Gamma-Orizanal) ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่มีในข้าว หรือรำข้าว และถ้ายิ่งได้โจ๊กที่ทำจากข้าวกล้องงอกจะยิ่งดีมาก เพราะมันจะมี กาบา (Gaba) ที่ทำให้สมองร่าเริง แต่ถ้าหาซื้อลำบาก ก็เป็นโจ๊กข้าวขาวธรรมดา แต่ไม่ต้องซีเรียสนะคะ เราก็ลดความเสี่ยงจากการได้แป้งกับน้ำตาล โดยเน้นทานผักเยอะๆ คือ ขิง และต้นหอม เพราะขิงจะช่วยระบบเผาผลาญในร่างกาย และทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยน ต้นหอม ช่วยในเรื่องลดไขมัน และควบคุมน้ำตาล แล้วไม่ต้องปรุงรสให้หวานขึ้น หรือเค็มขึ้นนะคะ

ข้อควรระวังคือ อย่ากินโจ๊กคู่กับปาท่องโก๋ นะคะ เพราะนั่นคือการนำแป้งมาจิ้มแป้ง และหากโจ๊กนั้นใส่หมูสับแล้ว ก็ไม่ต้องใส่เครื่องในหมูเข้าไปอีก เพราะเครื่องในเป็นแหล่งของกรดยูริค ที่ทำให้เกิดเก๊าท์ และในตัวโจ๊กก็ทำจากน้ำต้มกระดูก ซึ่งมีกรดยูริคมากอยู่แล้ว หากเราใส่เครื่องในเข้าไปอีกมันก็จะได้กรดยูริคมากเกินไป แถมยังได้คอเลสเตอรอล (Cholesterol) มากเกินไปด้วย เพราะหมูสับก็มีคอเลสเตอรอลอยู่แล้ว หากใส่เครื่องในอีกก็อาจจะทำให้เราได้คอเลสเตอรอลในมื้อนั้นมากเกินไปด้วยค่า

ข้าวเหนียว + หมูปิ้ง

แม้จะอร่อย ทานง่าย แถมพกพาสะดวก แต่ต้องระมัดระวังเลือกร้านที่ไว้ใจได้ และเลี่ยงทานส่วนที่ “มัน” ด้วยนะคะ
ให้เลือกหมูปิ้งในส่วนที่มีมันค่อนข้างน้อย เพราะเมื่อไหร่ไขมัน ไปสัมผัสกับความร้อน มันจะเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดสารก่อมะเร็งขึ้น ดังนั้นให้เลือกมันน้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมันที่แทรกอยู่ในเนื้อหมู หรือมันที่ติดอยู่โคนไม้เหล่านี้ก็ต้องเลี่ยง นอกจากนี้เรื่องถ่านที่ปิ้งหมู ก็ต้องระวังเรื่องของสารปนเปื้อนที่มาจากถ่านที่ไม่ได้คุณภาพด้วย เพราะพวกนี้อาจจะมียาฆ่าแมลงที่ติดมากับไม้ที่นำมาทำเป็นถ่าน หรือหากเขาใช้ไม้เฟอร์นิเจอร์ (Furniture) มาทำเป็นถ่านก็ยิ่งต้องระวัง เพราะไม้พวกนี้เขามีการพ่นปลวก พ่นสารเคมีเอาไว้ อาจจะทำให้เราได้รับสารเคมีได้

น้ำเต้าหู้ + ปาท่องโก๋

ปาท่องโก๋นั้น ถือเป็นอาหารที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้คุณอ้วนได้ง่าย เพราะทานแล้วหิวเร็ว ส่วนน้ำเต้าหู้นั้น ถือเป็นตัวช่วยให้กับปาท่องโก๋ที่คุณทานเข้าไป เพราะน้ำเต้าหู้ มีสารอาหารที่ช่วยเรื่องสุขภาพ ทั้งโปรตีน (Protein), แอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant), เปปไทด์ (Peptide) หรือถ้ายิ่งเป็นน้ำเต้าหู้ใส่ธัญพืช ก็จะมีไฟเบอร์ (Fiber) ที่ช่วยไล่ไขมันในปาท่องโก๋ได้

อีกสิ่งที่ต้องระวังจากตัวปาท่องโก๋คือ มันอาจจะมีสารตัวหนึ่งที่ก่อมะเร็งได้ นั่นคือกลุ่มของอะคริลาไมด์ (Acrylamide) ตัวนี้จะเกิดในพวกของทอด อาหารที่ต้องทอดด้วยน้ำมันชุ่มๆ และอาหารทอดซ้ำ ดังนั้นถ้าเราจะทานปาท่องโก๋ ก็ต้องพยายามเว้นวันบ้าง อย่าทานทุกวัน หรือถ้าจะทานปาท่องโก๋เมื่อไหร่ ควรจะทานน้ำเต้าหู้ที่มีธัญพืชเยอะๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำเต้าหู้ใส่ถั่วแดง, เม็ดแมงลัก, ข้าวบาร์เล่ย์ (Barley) ใส่ธัญพืชเหล่านี้เข้าไปสักหน่อย มันจะได้ช่วยไม่ให้แป้งในปาท่องโก๋ ดูดซึมเร็วเกินไป จนทำให้หิวง่าย

เมื่อทราบแล้วว่าเมนูไหนมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร ก็ควรเลือกรับประทาน และหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่ไม่มีประโยชน์ให้น้อยลง เพื่อสุขภาพที่ดี และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : LOVEFITT

เรียบเรียงโดย : วันใสใส

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.