รับประทานผักสดหรือผักสุก แบบไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน

0
236

รับประทานผักสดหรือผักสุก แบบไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าการกินผักสดหรือผักดิบที่ยังไม่ผ่านความร้อนจะทำได้รับสารอาหารมากกว่าผักที่ทำให้สุกแล้ว แต่ความเป็นจริงผักแต่ละชนิดจะให้คุณค่าทางสารอาหารต่างกัน บางชนิดรับประทานแบบดิบ บางชนิดจะให้คุณค่าทางสารอาหารมากขึ้นเมื่อรับประทานแบบสุก และเพื่อให้ได้รับสารอาหารสูงสุดไปดูข้อมูลกันเลยค่า

มะเขือเทศ : ควรรับประทานแบบปรุงสุก

คนส่วนใหญ่มักจะรับประทานมะเขือเทศแบบดิบ หรือสด และคิดว่ามะเขือเทศสดจะให้คุณค่า สารอาหารมากกว่า แต่จริงๆ แล้วมะเขือเทศแบบปรุงสุกจะให้สารอาหารที่สำคัญคือ ไลโคปีนที่อยู่ในมะเขือเทศ ไลโคปีนเมื่อผ่านความร้อนผนังเซลล์จะถูกทำลาย รวมทั้งมีการเปลี่ยนของไลโคปีนในรูปที่ดูดซึมได้ง่ายมากขึ้น (มะเขือเทศดิบมีไลโคปีน 3-7 มก./ 100 ก. เมื่อผ่านความร้อนแล้วจะมีไลโคปีนเพิ่มขึ้น 25% ซึ่งไลโคปีนจะมีส่วนสำคัญในการป้องกันมะเร็งต้อมลูกหมาก มะเร็งปอด และช่วยดูแลหัวใจ

แครอท : ควรรับประทานแบบปรุงสุก

แครอทเป็นผักสีส้มที่มีเบตาแคโรทีนสูง เพื่อให้ได้รับสารอาหารได้อย่างเต็มที่ควรรับประทานแครอทแบบปรุงสุก โดยนำไปผ่านความร้อน ความร้อนจะทำลายผนังเซลล์ของแครอททำให้การดูดซึมของร่างกายเป็นไปได้ดีมากขึ้น โดยแครอทสุกจะมีปริมาณเบตาแคโรทีนเพิ่มขึ้น 34% ซึ่งเบตาแคโรทีนจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ที่เกิดจากการอักเสบในร่างกายได้

พริกหวานและพริกต่างๆ : ควรรับประทานแบบดิบ

พริกอุดมไปด้วยสารอาหารประเภทวิตามินซีสูง ซึ่งวิตามินซีจะเสื่อมสลายง่ายเมื่อโดนความร้อน จึงควรรับประทานแบบดิบ ซึ่งวิตามินซีจะมีประโยชน์ในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนจะทำให้ผิวหนังดูยืดหยุ่นและทำให้ผิวพรรณสดใสมากขึ้น

  • พริกหวานมีวิตามินซีเท่ากับ 70 มก. / 100 ก.
  • พริกหยวกดิบมีวิตามินซี 50 มก. / 100 ก.
  • พริกขึ้หนูมีวิตามินซี 40 มก. / 100 ก.

ผักตระกูลกะหล่ำ เช่นกะหล่ำปลี บล็อกโคลี่ และคะน้า : ควรทานแบบสุก

ถ้ารับประทานแบบดิบจะทำให้เกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหาร สำหรับคนที่มีปัญหาการย่อยอาหารควรจะเปลี่ยนมารับประทานแบบสุกเหมาะสมที่สุด

สำหรับผู้ที่มีปัญหาไฮโปไทรอยด์ หรือการทำงานของต่อมไทรอยด์บกพร่อง ผักตระกูลกะหล่ำจะมีสาร Goitrogen ที่ยับยั้งการดูดซึมไอโอดีน ทำให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง ดังนั้นผู้มีปัญหาไฮโปรไทรอยด์ควรจะรับประทานผักกลุ่มนี้แบบสุกเช่นกัน

ผักตระกูลกะหล่ำมีประโยชน์คือมีใยอาหารที่สูง จะช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีสารสำคัญที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบที่จะป้องกันเซลล์มะเร็งในร่างกายได้

หัวหอม : ควรทานแบบดิบ

เพราะสารอาหารต่างๆ จะสูญเสียได้เมื่อโดนความร้อน อย่างเช่น เอนไซม์ วิตามินบี และซี ซึงหัวหอมมีประโยชน์ตต่อร่างกายเช่น วิตามินบีจะช่วยในการเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงานให้กับร่างกาย วิตามินซีช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ เสริมสร้างภูมิต้านทาน และเสริมสร้างโครงสร้างผิวหนังให้แข็งแรงอีกด้วย ทางออกที่ดีถ้าหากไม่คุ้นชินกับการทานแบบดิบๆ คือการผ่านความร้อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หน่อไม้ : ควรรับประทานแบบปรุงสุก

ไม่ควรรับประทานแบบดิบเพราะหน่อไม้มีสารที่เรียกว่า ไซยาไนด์ มีฤทธิ์ในการไปจับกับฮีโมโกบินในเม็ดเลือด มีผลทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน หมดสติ บางรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าต้มประมาณ 10 นาทีจะลดความเป็นพิษได้ประมาณ 90%

หน่อไม้ฝรั่ง : ควรรับประทานแบบปรุงสุก

ในหน่อไม้ฝรั่งมีโฟเลตอยู่มาก ซึ่งมีความจำเป็นต่อความสมบูรณ์ของทารกสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่ปอดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของกำมะถันเป็นยาขับปัสสาวะได้ดีตัวหนึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นโรคขัดเบา และยังใช้รักษาโรคหลายชนิด เช่น โรคเส้นประสาทอักเสบ โรครูมาติซึม และบรรเทาอาการปวดฟันได้ด้วย หน่อไม้ฝรั่งเมื่อนึ่งสุกแล้วจะมีประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งได้มากกว่าการทานดิบๆ

บีทรูท : ควรรับประทานแบบดิบ

บีทรูทหัวสีแดงมีเบทานินสูง (betanin)ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง น้ำบีทรูทจึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะรักษามะเร็ง นอกจากนั้นยังช่วยทำให้เลือดลมดี และการไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ในหัวบีทรูทยังมีโฟเลตสูง แต่การทำให้สุกจะทำให้สูญเสียกรดโฟเลตในตัวเองไปประมาณ 25% เพราะโฟเลตจะถูกทำลายได้ด้วยความร้อน ซึ่งการทานดิบจะช่วยรักษาสารอาหารส่วนนี้ไว้

เห็ดต่างๆ : ควรทานแบบปรุงสุก

เห็ดส่วนใหญ่มีแคลอรีต่ำ ไขมันต่ำ ปราศจากคลอเลสเตอรอล มีธาตุโปแตสเซียมสูง จึงมีคุณสมบัติช่วยลดความดัน และยังมีสารซีลีเนียมที่เป็นสารต้านมะเร็ง แถมยังอุดมด้วยวิตามินบี เฉพาะในเห็ดหอมสดจะมีวิตามินซีสูงมาก ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เพื่อเสริมกระดูกและฟัน อย่างไรก็ตาม การทานเห็ดสดหรือเห็ดที่ปรุงโดยความร้อน ไม่ว่าจะโดยวิธีใด จะต้ม จะย่าง จะอบ ควรใช้ความร้อนไม่สูงนักและใช้เวลาไม่นาน จะให้คุณค่าของสารอาหารมากกว่าเห็ดที่ปรุงสุกหรือผ่านความร้อนเป็นเวลานาน อย่างไรก็ดีไม่ควรทานเห็ดดิบๆเนื่องจากมีสารบางอย่างจะไปยับยั้งการดูดซึมของอาหารในระบบย่อยอาหารได้

ผักโขม : ควรทานแบบปรุงสุก

การปรุงผักโขมให้สุก จะช่วยเพิ่ม แคลเซียม ธาตุเหล็ก และแม็กนิเซี่ยมได้ เพราะการรับประทานผักโขมให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ควรรับประทานแบบปรุงสุก มากกว่าการดิบๆ เนื่องจากในผักโขมมีกรดชนิดหนึ่ง ชื่อ ออกเซลิค แอซิด ในปริมาณสูง กรดดังกล่าวจะส่งผลให้ร่างกายของเราไม่สามารถดูดซับธาตุเหล็กที่มีมากในผักโขมได้ การนำผักโขมไปทำให้สุกก่อนถือเป็นวิธีช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น

ผักมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ในทุกๆ มื้อควรจะมีผักอย่างน้อย 1-2 ทัพพี เพื่อให้เรามีสมดุลย์ในการรับประทานอาหารได้ดีมากขึ้นนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Mahidol Channel (https://youtu.be/pn_dJsDkfL4) , ชัวร์ก่อนแชร์ (https://youtu.be/tJLE25wwb6s), LOVEFITT

เรียบเรียงโดย : วันใสใส

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.